พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกแห่งกรุงสยาม


แสดงเมื่อ วันที่ 7 พฤศจิกายน พ.ศ. 2552 เวลา 09:55:53

ร7รับปริญญา.jpg
พิธีพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกแห่งกรุงสยาม
ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย 25 ตุลาคม 2473

" ด้วยวันที่ 25 ตุลาคมศกนี้ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวจะเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาแก่บัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย การพระราชทานปริญญาบัตรครั้งนี้เป็นครั้งแรกอันพึงบังเกิดขึ้นในประเทศสยาม สำนักท่านเป็นสำนักศึกษาแห่งหนึ่ง ถ้าท่านสนใจในเรื่องนี้จะแต่งผู้แทนไปประชุมในการนี้แล้ว มหาวิทยาลัยยินดีต้อนรับ และขอเชิญไป ณ ตึกมหาวิทยาลัยด้านถนนสนามม้า เวลา 16.30 นาฬิกา... "


จดหมายเชิญฉบับนี้มหาวิทยาลัยส่งไปยังหน่วยงาน 11 แห่งมีอาทิ สยามโซไซเอตี, อัลลิยะอังซ์ ฟรังเซส์, โซซิเอตา อันเตลิเฆียรี, กรมยุทธศึกษาทหารบก, กรมยุทธศึกษาทหารเรือ, สภากาชาดสยาม, วชิรพยาบาล, มหามงกุฎราชวิทยาลัย, ราชบัณฑิตยสภา, กรมร่างกฎหมาย และโรงเรียนกฎหมาย ผู้ที่ได้รับเชิญครั้งนั้นมีหลายกลุ่ม ได้แก่ พระบรมวงศานุวงศ์ เสนาบดี และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงยุติธรรม กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงทหารเรือ กระทรวงพระคลังมหาสมบัติ กระทรวงกลาโหม กระทรวงเกษตราธิการ กระทรวงพาณิชและคมนาคม กระทรวงวัง กรมราชเลขาธิการ กรมพระคลังข้างที่ เอกอัครราชทูตของประเทศที่ส่งมาประจำในประเทศไทย อาจารย์พิเศษของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย อาจารย์เก่า บรรณาธิการหนังสือพิมพ์ และผู้เกื้อหนุนโรงพยาบาลศิริราช พิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่เวชชบัณฑิตหรือแพทยศาสตร์บัณฑิตของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีขั้นที่ห้องซึ่งอยู่ชั้นบน ด้านสนามม้า (ตึก 1 คณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน) ของมหาวิทยาลัย

งานพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกนั้น เริ่มจากเมื่อพระบรมวงศานุวงศ์และผู้รับเชิญเข้าร่วมพิธีเข้าสู่ห้องประชุมแล้ว พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินเข้าสู่ห้องประชุม ทรงเทียนชนวนที่พระพุทธรูปและพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ต่อจากนั้นเสนาบดีกระทรวงธรรมการ (มหาอำมาตย์เอกพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นพิทยลาภพฤฒิยากร ครั้งนั้นยังไม่ได้ทรงกรม) ทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานครุยกิตติมศักดิ์แก่ข้าราชการของมหาวิทยาลัยสองท่าน คือ บัณฑิตชั้นโท (มหาบัณฑิตในปัจจุบัน) ทางวิทยาศาสตร์แก่พระยาภะรตราชาผู้บัญชาการ (อธิการบดีในปัจจุบัน) และบัณฑิตชั้นเอก (ดุษฎีบัณฑิตในปัจจุบัน) แก่ศาสตราจารย์ น.พ. A.G.Ellis คณบดีคณะแพทยศาสตร์ (ต่อมาเป็นอธิการบดีคนแรกของจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย ระหว่าง พ.ศ. 2478-2478) ต่อจากนั้นผู้บัญชาการของมหาวิทยาลัยกล่าวญัตติกรรม พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานประกาศนียบัตร (ปริญญาบัตรในปัจจุบัน) บัณฑิตใหม่กล่าวคำปฏิญญา พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานรางวัลเหรียญทองและเหรียญเงินสำหรับผู้ได้คะแนนยอดเยี่ยมตลอดหลักสูตร 4 ปี เหรียญทองแดงสำหรับผู้ได้คะแนนเป็นที่ 1 ในแผนกอายุรศาสตร์ แผนกศัลยาศาสตร์ แผนกสูติศาสตร์ แผนกพยาธิวิทยา แผนกสรีระวิทยา และแผนกกายวิภาควิทยา ทั้งในปี พ.ศ. 2471 และ 2472 ทั้งนี้เนื่องจากมีผู้สำเร็จการศึกษาใน พ.ศ. 2471 จำนวน 18 คน ใน พ.ศ. 2472 จำนวน 16 คน รวมทั้งสิ้นเป็นเวชชบัณฑิต (แพทยศาสตร์บัณฑิตในปัจจุบัน) 34 คน ต่อจากนั้นพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระราชทานพระบรมราโชวาท ถวายไทยธรรมแด่พระสงฆ์ พระสงฆ์ถวายอดิเรก พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีเสด็จพระราชดำเนินกลับ

เนื่องจากสาระของงานพระราชทานปริญญาบัตรครั้งแรกของเมืองไทยมีบางอย่างซึ่งเป็นต้นแบบของงานพระราชทานปริญญาบัตรในปัจจุบัน และมีบางอย่างที่เป็นลักษณะเฉพาะของงานของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จึงขอเสนอสาระดังกล่าวพอเป็นสังเขปดังนี้

เรื่องที่เป็นต้นแบบของงานงานพระราชทานปริญญาบัตร ได้แก่ การประสาทปริญญาบัตรให้แก่นิสิตผู้สำเร็จการศึกษา โดยทั่วไปมหาวิทยาลัยซึ่งรัฐบาลตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติจัดตั้งมหาวิทยาลัยนั้น ในกฎหมายดังกล่าวจะกำหนดอำนาจหน้าที่ให้มหาวิทยาลัยประสาทปริญญาให้บัณฑิตผู้สำเร็จการศึกษาได้ แต่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยถือกำเนิดจากพระบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ตั้ง "สำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการพลเรือน" เมื่อ พ.ศ. 2442 (ต่อมาได้โปรดเกล้าให้เปลี่ยนชื่อเป็น "โรงเรียนมหาดเล็ก" เมื่อ 1 เมษายน พ.ศ. 2445) ต่อมาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระบรมราชโองการสถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กเป็นสถาบันอุดมศึกษาและพระราชทานชื่อว่า "โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว" เมื่อ 1 มกราคม พ.ศ. 2453 และได้โปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระบรมราชโองการประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็น "จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย" เมื่อ 25 มีนาคม พ.ศ. 2459 จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเพิ่งมีพระราชบัญญัติจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย พุทธศักราช 2477 หลังจากที่ได้พระราชทานปริญญาบัตรแล้วถึง 4 ปี สำหรับพีธีพระราชทานปริญญาบัตรนั้น มหาวิทยาลัยได้กราบบังคมทูลอัญเชิญพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตร ต่อมาสภากรรมการจัดการ (สภามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน) ได้เสนอให้กระทรวงธรรมการ (ครั้งนั้นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยสังกัดกรมมหาวิทยาลัย กระทรวงธรรมการ) กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตว่าการที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาพระราชทานปริญญาบัตรนั้น มหาวิทยาลัยขอพระบรมราชานุญาตสงวนธรรมเนียมนี้ไว้ คือถือว่าการพระราชทานปริญญาบัตรเป็นการหน้าที่นั่ง หากเสด็จไม่ได้ก็จะเป็นการถวายปฏิญญาต่อพระบรมฉายาสาทิสลักษณ์ และรับพระราชทานปริญญาบัตรจากผู้แทนพระองค์ เมื่อทรงทราบ พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวก็ได้พระราชทานพระบรมราชานุญาตตามที่มหาวิทยาลัยกราบบังคมทูล ดังนั้นจึงป็นธรรมเนียมสืบต่อมาจนถึงรัชกาลปัจจุบัน และสถาบันอุดมศึกษาของรัฐอื่นๆ ก็ดำเนินตามธรรมเนียมนี้

การกล่าว คำปฏิญญา ของบัณฑิตหน้าพระที่นั่งก็เป็นส่วนสำคัญอย่างหนึ่งของพิธีพระราชทานปริญญาบัตร ในครั้งนั้นคำปฏิญญาของบัณฑิตซึ่งเป็นนิสิตคณะแพทยศาสตร์ สาระของคำปฏิญญาจึงเป็นการรักษาจรรยาบรรณของแพทย์ ต่อมามีคำปฏิญญาของพยาบาลซึ่งมีลักษณะคล้ายนิสิตแพทย์ ในปี พ.ศ. 2478 มีผู้สำเร็จวิศวกรรมศาสตร์บัณฑิตและวิทยาศาสตรบัณฑิต แต่ก็ยังไม่มีคำปฏิญญารวม จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2479 มีบัณฑิตสำเร็จการศึกษาด้านแพทยศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ วิทยาศาสตร์และอักษรศาสตร์ จึงมีคำปฏิญญารวมคณะ มีข้อน่าสังเกตว่าคำปฏิญญาซึ่งร่างขึ้นนั้นมีใจความสั้นๆ ว่า " ข้าพเจ้า...(ออกชื่อ) ขอปฏิญญาต่อหน้าคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์และสภามหาวิทยาลัย ดังต่อไปนี้ ข้าพเจ้าจะดำรงตนอยู่ในทางที่ชอบ จะไม่ประพฤติผิดศีลธรรม เพื่อนำมาซึ่งเกียรติคุณแห่งวิชาชีพของข้าพเจ้าและเกียรติคุณแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับทั้งเพื่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ และรัฐธรรมนูญ " แต่อธิการบดี (จอมพลแปลก พิบูลสงคราม) สั่งการให้ใช้ " ข้าพเจ้า...(ออกชื่อ) ขอกล่าวคำปฏิญญาต่อหน้าพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ต่อหน้าคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และต่อหน้าคณะมหาวิทยาลัย ซึ่งชุมนุมกันอยู่ ณ สถานที่นี้ว่า
(1) ข้าพเจ้าจะยอมเสียสละทุกประการเพื่อความวัฒนาถาวรของชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์และรัฐธรรมนูญ
(2) ข้าพเจ้าจะปฏิบัติตามคำสั่งของผู้บังคับบัญชาและเจ้าหน้าที่ของรัฐบาลที่ชอบด้วยกฏหมายโดยเคร่งครัดเสมอ "
เรื่องที่มีลักษณะเฉพาะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้แก่ มหาวิทยาลัยได้ทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยบัณฑิตพิเศษในพระฐานะที่ทรงเป็นพระบรมราชูปถัมภกแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทั้งนี้เป็นเพราะมหาวิทยาลันนี้ได้รับพระบรมราชูปถัมภ์จากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเป็นปฐม ในคำกราบบังคมทูลของเสนาบดีกระทรวงธรรมการมีข้อความสำคัญและชัดเจนยิ่งว่า
" โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ นั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวพระบรมเชษฐาธิบดี ได้ทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภ์ ครั้นยกโรงเรียนนั้นขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยแล้ว ก็ได้ทรงดำรงตำแหน่งนั้นสืบมา ครั้นเมื่อใต้ฝ่าละอองธุลีพระบาทได้เสด็จขึ้นเถลิงสิริราชสมบัติแล้ว ถึงแม้จะเป็นที่เข้าใจกันอยู่ว่า ทรงดำรงตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภ์สืบสนองพระบรมเชษฐาธิบดีต่อมาก็ดี แต่ยังหาได้ถึงโอกาสที่จะขอพระราชทาน พระมหากรุณาให้ทรงแสดงพระองค์ในหน้าที่ประการใดไม่ ในบัดนี้เป็นโอกาสอันสมควร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยขอพระราชทานทูลเกล้าฯ ถวายฉลองพระองค์ครุยในตำแหน่งพระบรมราชูปถัมภ์ เพื่อเชิดชูพระเกียรติยศและสวัสดิมงคลแก่คณะมหาวิทยาลัยสืบไปเบื้องหน้า และขอพระราชทานพระบรมราชูปถัมภ์ ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในตำแหน่งนั้นเป็นปฐม โดยพระราชทานประกาศนียบัตรแก่บัณฑิตชุดแรกในวาระนี้ "

เรื่องบัณฑิตพิเศษและพระบรมราชูปถัมภ์นี้ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เคยทูลเกล้าฯ ถวายเข็มบัณฑิตพิเศษของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ทางรัฏฐประศาสน์บัณฑิต เข็มธรรมศาสตร์บัณฑิต (นิติศาสตร์บัณฑิตในปัจจุบัน) และเข็มคุรุบัณฑิต (ครุศาสตร์บัณฑิตในปัจจุบัน) แด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ในวโรกาสที่เสด็จพระราชดำเนินทรงวางศิลาพระฤกษ์ของตึกบัญชาการ (ตึก 1 คณะอักษรศาสตร์ในปัจจุบัน) ของโรงเรียน ในครั้งนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานพระราชดำรัสตอบสั้นแต่สำคัญยิ่งว่า

" เรามีความขอบใจที่ให้เข็มบัณฑิตทั้ง 3 พแนกแก่เรา เรามีความยินดีไม่รู้ว่าจะตอบอย่างไร เราตั้งใจจะอุปถัมภ์ให้กิจการได้เปนไปตามสำเร็จตามความมุ่งหมายของกรรมการ "

เรื่องที่สองที่เป็นลักษณะเฉพาะของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคือ กถาญัตติกรรม ซึ่งผู้บัญชาการเป็นผู้กล่าวหน้าพระที่นั่ง สาระของญัตติกรรมเป็นการประกาศว่า " นิสสิตซึ่งมหาวิทยาลัยนี้ได้รับพระราชทานพระบรมราชโองการให้ฝึกหัดอบรมบ่มนิสัยมาจนเป็นที่เห็น สมควรแล้วด้วยประการทั้งปวงที่จะได้รับปริญญาเวชชบัณฑิตชั้นตรีเพื่อเปนเกียรติยศพระกรุณาธิคุณอยู่ชั่วกาลนาน " จากนั้นจึงขานชื่อผู้จะรับพระราชทานปริญญาบัตร ข้อความในตอนท้ายเป็นคำถามว่า " ถ้าท่านสมาชิกแห่งคณะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งประชุมเฝ้าทูลละอองธุลีพระบาทอยู่ ณ สถานที่นี้ ไม่เห็นสมควรด้วยประการใดแล้ว ก็ขอให้ท่านผู้นั้นคัดค้านขึ้นในท่ามกลางสันนิบาตนี้ แต่ถ้าเห็นสมควรแล้วขอให้ท่านดำรงดุษณีภาพอยู่ " ผู้บัญชาการถามเช่นนี้รวมสามครั้ง จากนั้นจึงประกาศว่า " ...ข้าแต่ท่านสมาชิกแห่งคณะจุฬาลงกรณมหาวิทยาลัยผู้ทรงเกียรติ บัดนี้ด้วยอาการดุษณีภาพของท่าน สันนิบาตแห่งคณะจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้ยินยอมพร้อมใจกันรับนิสสิตดังที่ขานนามมาแล้วนั้นเข้าเปนสมาชิก ควรได้รับพรราชทานปริญญาเวชชบัณฑิตแล้ว... " การประกาศกถาญัตติกรรมเป็นส่วนหนึ่งของพิธีที่มีความหมายศักดิ์สิทธิ์ที่ประกาศคุณวุฒิและคุณธรรมของนิสิตผู้จะกลายเป็นบัณฑิตตามพิธี เข้าใจว่าบูรพาจารย์ของเราจะอนุวัตพิธีนี้จากส่วนหนึ่งของการอุปสมบทพระภิกษุในพระพุทธศาสนา ในพิธีอุปสมบทนั้นคณะสงฆ์กล่าวกถาญัตติกรรมเป็นภาษาบาลี ดังที่เป็นที่รู้กันทั่วไปว่า "สวดญัตติ" ซึ่งออกเสียงกันว่า "สวดยัด" สาระของญัตติกรรมของการอุปสมบทตรงกันที่ พระสงฆ์ท่านจะถามคณะสงฆ์และผู้อยู่ในพิธีว่า นาคผู้อุปสมบทมีคุณสมบัติครบถ้วนแล้ว หากผู้ใดคัดค้านก็ให้กล่าวคำคัดค้าน ถ้าไม่มีก็ถือเป็นอันว่าคณะสงฆ์และผู้อยู่ในพิธียอมรับให้นาคผู้นั้นอุปสมบทได้ พิธีนี้เท่าที่ค้นคว้าจากเอกสารซึ่งมีอยู่นั้นได้มีการปฏิบัติมาจนถึง พ.ศ. 2484 ส่วนจะเลิกไปเมื่อใดนั้นยังไม่พบจากเอกสารเท่าที่มีอยู่ขณะนี้

ลักษณะเฉพาะของการพระราชทานปริญญาบัตรของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอีกสองเรื่องคือ การให้ปริญญาบัตร หรืออนุมัติการรับปริญญา แม้ว่านักกฎหมายและผู้ทรงคุณวุฒิทั้งคนไทยและชาวต่างประเทศ ซึ่งเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของกระทรวงยุติธรรมในครั้งนั้นเห็นพ้องกันว่า ในปี พ.ศ. 2473 ซึ่งยังไม่มีพระราชบัญญัติเกี่ยวกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย แต่พระบรมราชโองการก็เป็นกฎหมายอยู่แล้ว จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงทรงสิทธิ์และอำนาจซึ่งชอบธรรม ที่จะประสาทปริญญาแก่นิสิตผู้สำเร็จการศึกษา แต่กรรมการสภาจัดการฯ ในครั้งนั้นก็พร้อมใจกันกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ให้มหาวิทยาลัยประสาทปริญญาได้ จึงเท่ากับว่าจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยให้ปริญญาแก่นิสิตผู้สำเร็จการศึกษาโดยพระบรมราชานุญาต อีกเรื่องหนึ่งคือ เสื้อคลุมวิทยฐานะ (academic gown) สภากรรมการจัดการฯ และสภาที่ปรึกษาของสภากรรมการจัดการฯ เห็นพ้องกันว่า ควรกราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตใช้ครุย ซึ่งเป็นเสื้อคลุมที่เป็นเครื่องแบบเต็มยศซึ่งใช้เฉพาะในพระราชพิธี ทั้งนี้เพื่อเป็นเกียรติแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยแห่งแรกของไทย ในครั้งนั้นได้มีการพิจารณากันอย่างรอบคอบว่าแบบของครุยวิทยฐานะควรมีลักษณะอย่างไร ในที่สุดก็เลือกไว้ 5 แบบแล้วนำขึ้นทูลเกล้าฯ ขอพระบรมราชวินิจฉัยว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยควรใช้ครุยวิทยฐานะแบบใด พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงสั่งการให้นำเข้าสู่การพิจารณาของที่ประชุมเสนาบดีสภา และได้พระราชทานพระบรมราชวินิจฉัยให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยใช้ครุยวิทยฐานะดังที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน

หวังว่าข้อมูลเกี่ยวกับพิธีพระราชทานปริญญาครั้งแรกในกรุงสยาม จะเป็นประโยชน์แก่ท่านผู้สนใจ หากมีข้อมูลและ / หรือข้อคิดเห็นประการใด กรุณาแจ้งให้ทางหอประวัติจุฬาฯ ทราบด้วยจักขอบคุณยิ่ง


 

 
 
 

ประวัติความเป็นมา


บริการ


ข้อมูลอื่น ๆ

ประวัติจุฬาฯ


ข้อมูลจุฬาฯ ที่น่าสนใจ