วิวัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย


แสดงเมื่อ วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 09:22:40

 

หอชุม.jpg

วิวัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

            เมื่อพิจารณาการบริหารจัดการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่มีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ พระราชทานกำเนิดบรรพสถาบันของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจวบจนปัจจุบัน จะพบว่า วิวัฒนาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจะมีขั้นตอนของพัฒนาการเป็น ๖ ช่วง กล่าวคือ

๑.        เมื่อแรกเริ่ม (๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๑-๓๑ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๓) 

๒.        เมื่อเป็นสถาบันอุดมศึกษา (๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙)

๓.        เมื่อเป็นมหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอน (teaching university)ในศาสตร์และศิลป์พื้นฐาน (เป็นช่วงเวลาระหว่าง ๒๖ มีนาคม พ.ศ.๒๔๕๙-มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๑) 

๔.        เมื่อเป็นมหาวิทยาลัยที่มีการจัดการเรียนการสอนระยะที่สอง (มีนาคม พ.ศ.๒๔๗๑-๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕)

๕.        เมื่อเป็นมหาวิทยาลัยวิจัย (๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕-๑๔ กันยายน พ.ศ.๒๕๒๕) และ

๖.        เมื่อเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติ (๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๕-ปัจจุบัน)

สาระสังเขปของวิวัฒนาการมีโดยสรุปดังนี้

๑.      เมื่อแรกเริ่มนับเป็นสถาบันการศึกษาที่สูงกว่าระดับมัธยมศึกษา (๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๑-๓๑ ธันวาคม พ.ศ.๒๔๕๓

พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระบรมราชโองการจัดตั้งสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนที่ตึกยาว ข้างประตูพิมานไชยศรีเมื่อวันที่         ๓๐ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๔๑ นั้น  กรมมหาดเล็กซึ่งเป็นหน่วยงานต้นสังกัดสามารถดำเนินการให้เปิดการเรียนการสอนได้ในปี พ.ศ. ๒๔๔๒ ในครั้งนั้นเป็นการจัดการเรียนการสอนวิชาสามัญและวิชาชีพให้เยาวชนพร้อมที่จะรับราชการเพื่อตอบสนองพระบรมราโชบายปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. ๒๔๓๕  ต่อมาในวันที่ ๑ เมษายน พ.ศ. ๒๔๔๕ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก  โรงเรียนนี้จัดการศึกษา ๓ ปี ชั้นปีที่ ๑เรียนนักเรียนมหาดเล็กเรียนวิชาสามัญสูงกว่าระดับมัธยมศึกษาเป็นส่วนใหญ่ และเรียนวิชาชีพด้านการปกครองบ้างเล็กน้อย      ชั้นปีที่ ๒ เรียนมหาดเล็กนักเรียน เรียนวิชาสามัญอีกเล็กน้อย แต่เพิ่มทฤษฎีวิชาการปกครอง     การพาณิชย์ กฎหมาย การทูต และการฝึกภารปฏิบัติที่สำนักงานเทศาภิบาลมณฑลอยุธยา         และสำนักงานเทศาภิบาลมณฑลพิษณุโลกกับโรงเรียนตำรวจที่นครราชสีมาชั้นปีที่ ๓ เรียนมหาดเล็กรายงานเป็นการฝึกภาคปฏิบัติในพระบรมมหาราชวังและกระทรวงทบวงกรม

๒.     สถาบันอุดมศึกษา (๑ มกราคม พ.ศ. ๒๔๕๓-๒๕ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กเป็นสถาบันอุดมศึกษาพระราชทานนามว่า โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อวันที่ ๑ มกราคม พ.ศ. ๒๕๕๓  ในครั้งนั้นจัดการศึกษาใน ๕ วิทยาเขต ๕ โรงเรียน จัดการเรียน ๘ วิชาคือ

๒.๑  โรงเรียนรัฏฐประศาสนศาสตร์ ตั้งอยู่ในพระบรมมหาราชวัง สอนวิชาการปกครอง          การทูต การพาณิชย์

๒.๒  โรงเรียนฝึกหัดอาจารย์  ตั้งอยู่ในบริเวณบ้านสมเด็จเจ้าพระยาบรมมหาศรีสุริยวงศ์ สอนวิชาครู

๒.๓  โรงเรียนราชแพทยาลัย  ตั้งที่โรงพยาบาลศิริราช สอนวิชาการแพทย์และพยาบาล

๒.๔  โรงเรียนกฎหมาย  ตั้งอยู่ที่ห้างแบดแมน (Bad Man)ใกล้สะพานผ่านพิภพลีลา สอนวิชากฎหมาย

๒.๕  โรงเรียนยันตรศึกษา  ตั้งอยู่ที่วังวินด์เซอร์ สอนวิชาการช่างและกสิกรรม

การจัดการเรียนการสอนในครั้งนั้น  แม้จะเป็นระดับอุดมศึกษา แต่เนื่องจากมีผู้สำเร็จการศึกษาระดับมัธยมศึกษาตอนปลายน้อย จึงรับผู้จบหลักสูตรมัธยมศึกษาตอนต้นเข้าเรียน  ผู้จบการศึกษาจากโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ จึงได้รับเพียงประกาศนียบัตรเท่านั้น

๓.      มหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอน (teaching university) ระยะที่ ๑ (๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙-มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๗)

พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ประกาศพระบรมราชโองการให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อวันที่ ๒๖ มีนาคม พ.ศ. ๒๔๕๙  ในครั้งนั้นมีการจัดการศึกษาเป็น ๔ คณะ ได้แก่ คณะรัฏฐประศาสนศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ กับคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์  ในระยะแรกยังมีผู้สำเร็จการศึกษาประโยคมัธยมบริบูรณ์น้อย จึงเป็นการจัดการเรียนการสอนระดับประกาศนียบัตรเท่านั้น

ต่อมาเมื่อวันที่ ๑๐ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๖๕ พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ กรมขุนสงขลานครินทร์ทรงเป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทยติดต่อความร่วมมือจากมูลนิธิ Rockefellerปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  เริ่มจากการพัฒนาคณะแพทยศาสตร์ส่งผลให้มหาวิทยาลัยดำเนินการให้มีนิสิตสำเร็จการศึกษาหลักสูตรเวชชบัณฑิตรุ่นแรกเมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๑  ต่อมาได้มีการปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาในคณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ กับคณะวิศวกรรมศาสตร์ตามลำดับ  ผลการดำเนินงานทำให้มีนิสิตจบหลักสูตรวิศวกรรมศาสตรบัณฑิต ๓๘ คน  ปีต่อมาจึงมีนิสิตสำเร็จหลักสูตรอักษรศาสตรบัณฑิต ๓๓ คน และวิทยาศาสตรบัณฑิต ๓๓ คน อนุปริญญาสถาปัตยกรรมศาสตร์ ๔ คน

๔.     มหาวิทยาลัยที่จัดการเรียนการสอนระยะที่สอง (มีนาคม พ.ศ. ๒๔๗๑-๒๒ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕)

เป็นช่วงการขยายการจัดการเรียนการสอนในศาสตร์และศิลป์ที่สำคัญให้ครบตามหลักการจัดการศึกษาระดับมหาวิทยาลัย  ในช่วงเวลาดังกล่าวรัฐบาลได้จัดตั้งมหาวิทยาลัยอีก ๔ แห่งขึ้นทำให้มีการโอนส่วนราชการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไปคือ ใน พ.ศ. ๒๔๔๗ โอนคณะนิติศาสตร์และรัฏฐประศาสนศาสตร์ไปสังกัดมหาวิทยาลัยวิชาธรรมศาสตร์และการเมือง  ใน พ.ศ. ๒๔๘๕ โอนคณะแพทยศาสตร์ แผนกวิชาเภสัชศาสตร์ แผนกวิชาทันตแพทยศาสตร์ และแผนกวิชาสัตวแพทยศาสตร์ไปสังกัดมหาวิทยาลัยแพทยศาสตร์  ในขณะเดียวกันก็มีการแยกคณะอักษรศาสตร์และคณะวิทยาศาสตร์เป็นส่วนราชการอิสระ  เมื่อเปิดคณะใหม่อีก ๔ คณะ ได้แก่ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะรัฐศาสตร์ ใน พ.ศ. ๒๔๙๑ และคณะครุศาสตร์ใน พ.ศ. ๒๕๐๐  จึงมีส่วนราชการในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรวม ๕ คณะคือ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี คณะรัฐศาสตร์ และคณะครุศาสตร์

๕.     มหาวิทยาลัยวิจัย (๒๓ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๕-๑๔ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๔)

ในวันที่ ๑๕ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๐ รัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งคณะแพทยศาสตร์ คณะสัตวแพทยศาสตร์ คณะเศรษฐศาสตร์เมื่อวันที่ ๔ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๑๓ มีการแยกแผนกวิชากฎหมายตั้งเป็นคณะนิติศาสตร์เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕ ตั้งคณะนิเทศศาสตร์เมื่อวันที่ ๑๘ มีนาคม พ.ศ. ๒๕๑๗  นอกจากนั้นยังจัดตั้งคณะเภสัชศาสตร์และคณะทันตแพทยศาสตร์เมื่อวันที่ ๑๕ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๑๕  ทำให้มีส่วนราชการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็น ๑๔ คณะ

ในช่วงเวลาดังกล่าวนี้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมีนโยบายที่จะเน้นการจัดการศึกษาในระดับบัณฑิตศึกษาและได้จัดตั้งบัณฑิตวิทยาลัยเป็นหน่วยประสานงานการจัดการเรียนการสอน การศึกษาค้นคว้าวิจัยในระดับการศึกษาระดับมหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิต

เพื่อเป็นการสนับสนุนการเรียนการสอนระดับบัณฑิตศึกษา  ตลอดจนการอำนวยความสะดวกในการศึกษาค้นคว้าของคณาจารย์และนิสิต  มหาวิทยาลัยได้จัดตั้งสถาบัน วิทยาลัย และศูนย์เพื่อดำเนินงานดังกล่าว ได้แก่ สถาบันประชากรศาสตร์ สถาบันบริการคอมพิวเตอร์ สถาบันวิจัยสังคม สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์การแพทย์ สถาบันวิจัยสภาวะแวดล้อม ศูนย์หนังสือ โรงพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย สถาบันภาษา สถาบันวิทยบริการ

๖.     มหาวิทยาลัยนานาชาติ (๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๕-ปัจจุบัน)

ในวันที่ ๑๕ กันยายน พ.ศ. ๒๕๒๕ รัฐบาลได้ตราพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นสถาบันการศึกษานานาชาติ  ต่อมาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวได้พระราชทานชื่อสถาบันนี้ว่า สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  นับเป็นการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยนานาชาติอย่างเป็นทางการ

แม้ว่าในทางปฏิบัติคณะต่าง ๆ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่มีความพร้อมได้ดำเนินการรับนักศึกษาชาวต่างประเทศมาเรียนในภาควิชาต่าง ๆ ทั้งในระดับปริญญาตรีและระดับบัณฑิตศึกษา  ตลอดจนมีการแลกเปลี่ยนนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยกับนักศึกษามหาวิทยาลัยต่างประเทศ  รวมทั้งมีอาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยดำเนินการวิจัยระดับนานาชาติกับคณาจารย์มหาวิทยาลัยต่างประเทศ  การจัดตั้งศศินทร์เป็นการแสดงให้เห็นเป็นทางการว่ามหาวิทยาลัยแรกแห่งกรุงสยามได้ดำเนินมาถึงจุดสูงสุดของการจัดการศึกษาระดับนานาชาติแล้ว

ปัจจุบันคณะต่าง ๆ ในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยได้เปิดการสอนหลักสูตรนานาชาติหลายหลักสูตร  ยิ่งกว่านั้นได้มีการจัดตั้งสถาบันเพิ่มอีกจำนวนมาก  ที่สำคัญอย่างยิ่งที่แสดงให้เห็นผลงานการวิจัย การประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นอันมาก ทำให้จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเป็นมหาวิทยาลัยแรกที่จัดตั้งสำนักงานทรัพย์สินทางปัญญาเมื่อวันที่ ๒ สิงหาคม พ.ศ. ๒๕๓๐  ต่อมาได้จัดตั้งสำนักบริการทางวิชาการเพื่ออำนวยความสะดวกให้บุคคลและหน่วยงานเอกชนหรือหน่วยราชการขอนำผลการวิจัยและการประดิษฐ์คิดค้นเครื่องมือเพื่อนำไปใช้เชิงอุตสาหกรรมและเชิงพาณิชย์  นับเป็นความสำเร็จอันน่าภาคภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง

สวัสดิ์  จงกล

๑  กุมภาพันธ์  ๒๕๕๓

 
 
 

ประวัติความเป็นมา


บริการ


ข้อมูลอื่น ๆ

ประวัติจุฬาฯ


ข้อมูลจุฬาฯ ที่น่าสนใจ