ผู้มีคุณูปการต่อจุฬาฯ


ปรับปรุงล่าสุด วันที่ 17 มีนาคม พ.ศ. 2554 เวลา 09:12:19

รัชกาลที่ ๗.jpg

พระมหากรุณาธิคุณปกเกล้าชาวจุฬาฯ

“...ข้าพเจ้าเต็มใจที่จะสละอำนาจอันเป็นของข้าพเจ้าอยู่แต่เดิมให้แก่ราษฎรทั่วไป
แต่ข้าพเจ้าไม่ยินยอมยกอำนาจทั้งหลายของข้าพเจ้าให้แก่ผู้ใดคณะใดโดยเฉพาะ
เพื่อใช้อำนาจสิทธิขาด และโด ไม่ฟังเสียงอันแท้จริงของประชาราษฎร...”

หัตถเลขาในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งได้พระราชทานแก่คณะราษฎรฉบับนี้สะท้อนพระราชหฤทัยที่สุภาพ ตรงไปตรงมา และเข็มแข็งเด็ดขาดคนไทยที่จงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์และรักประชาธิปไตยล้วนซาบซึ้งในพระราชเจตนารมณ์อันคงมั่นส่วนใหญ่จะอัญเชิญพระราชดำรัสเพื่ออ้างอิงในข้อเขียนและคำพูดของตนกันอย่างกว้างขวาง

ปีนี้เป็นมหามงคลศุภวาระครบรอบ 111 ปีแห่งวันพระราชสมภพในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวและครบรอบ 100 ปีแห่งวันพระราชสมภพในสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี จึงขอเสนอพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจซึ่งทั้งสองพระองค์ได้ทรงงาน เพื่อสยามประเทศ สาระสังเขปโดยสรุปมีดังต่อไปนี้

พระราชประวัติพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว
พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ เสด็จพระราชสมภพเมื่อ วันที่ 8 พฤศจิกายน พ.ศ. 2436 เมื่อยังทรงพระเยาว์ทรงศึกษาอักษรสมัยตามแบบขัตติยราชกุมาร ทรงเป็นนักเรียน นายร้อยพิเศษในโรงเรียนนายร้อย เมื่อ พ.ศ. 2449 สมเด็จพระบรมราชชนกทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เสด็จฯ ไปศึกษา ณ ประเทศอังกฤษ ทรงสำเร็จการศึกษาวิชาสามัญในโรงเรียนอีตัน (Eton College) พ.ศ. 2454 - 2456 ทรงศึกษาวิชาทหารที่โรงเรียนนายร้อยทหารบก วูลิช (Royal Military Academy, Woolwich) แผนกวิชาทหารปืนใหญ่ม้า เมื่อทรงสำเร็จการศึกษาแล้วสมเด็จพระบรมราชินีนาถแห่งกรุงอังกฤษได้พระราชทานพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้รับสัญญาบัตรยศเป็นร้อยตรีกิตติมศักดิ์แห่งกองทัพบกอังกฤษประจำกองทหารม้าอยู่ที่เมืองอัลเดอชอต (Aldershot) เสด็จนิวัติสู่ประเทศไทย พ.ศ. 2457 ใน พ.ศ. 2460 ทรงพระผนวช ณ พระอุโบสถวัดพระศรีรัตนศาสดาราม และประทับจำพรรษา ณ วัดบวรนิเวศวิหาร

เมื่อ พ.ศ. 2457 หลังเสด็จนิวัติกรุงสยาม พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งนายทหารคนสนิทพิเศษของจอมพลสมเด็จ พระอนุชาธิราช เจ้าฟ้ากรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ เสนาธิการทหารบก (พระอิสริยยศขณะนั้น) ต่อมาทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นผู้บังคับการกองร้อยทหารปืนใหญ่รักษาพระองค์ใน พ.ศ. 2463 ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตไปรักษาพระพลานามัยของพระองค์ที่ยุโรป ระหว่างทรงพักรักษาพระอาการพระประชวรได้ทรงตัดสินพระราชหฤทัยฝึกงานด้านทหารบกเพิ่มเติมในกองทัพบกฝรั่งเศส เมื่อทรงศึกษาครบตามกำหนดแล้ว ใน พ.ศ. 2465 ทรงศึกษาวิชาทหารชั้นสูงที่โรงเรียนเสนาธิการทหารบก (Ecole de Guerre) ของประเทศฝรั่งเศส พ.ศ. 2467 เสด็จนิวัติเมืองไทยได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งปลัดกรมเสนาธิการทหารบก

พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงดำรงพระอิสริยยศเป็นกรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา เสด็จขึ้นครองสิริราชสมบัติ เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 และทรงสละราชสมบัติเมื่อวันที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2477 เนื่องจากไม่ทรงเห็นด้วยกับการปกครองของคณะราษฎรซึ่งมีพระราชดำริว่าไม่ถูกต้องตามระบอบประชาธิปไตย ทรงดำรงอยู่ในสิริราชสมบัติ 9 ปี 3 เดือน 4 วัน เสด็จสวรรคตด้วยพระหทัยวายโดยพระอาการสงบ เมื่อวันที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2484 ขณะมีพระชนมายุ 48 พรรษา

พระราชประวัติสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระนามเดิมว่า หม่อมเจ้ารำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ เสด็จพระราชสมภพ เมื่อวันอังคารที่ 20 ธันวาคม พ.ศ. 2447 ทรงเป็นพระธิดาในสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์ (พระอนุชาในสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนี พันปีหลวง) กับพระเจ้า วรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอาภาพรรณี ทรงมีพระเชษฐาและพระอนุชาร่วมพระมารดาคือ
           หม่อมเจ้าโสภณภราไดย สวัสดิวัตน์
           หม่อมเจ้ารำไพพรรณี สวัสดิวัตน์
           หม่อมเจ้านนทิยาวัด สวัสดิวัตน์
           หม่อมเจ้าอรชุนชิษณุ สวัสดิวัตน์
           หม่อมเจ้ายุธิษเฐียร สวัสดิวัตน์
เมื่อเจริญพระชันษาได้ 2 ปี พระบิดาได้ทรงนำเข้าไปถวายตัวอยู่ในพระบรมราชินูปถัมภ์ของสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ ซึ่งขณะนั้นประทับอยู่ที่พระตำหนักสวนสี่ฤดู ในพระราชวังดุสิต เมื่อหม่อมเจ้ารำไพพรรณีมีพระชันษา 6 ปี ก็ได้เสด็จเข้าทรงศึกษาที่โรงเรียนราชินี ต่อมาเมื่อตามเสด็จฯ สมเด็จพระศรีพัชรินทรา บรมราชินีนาถไปประทับที่วังพญาไท ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ลาออกจากโรงเรียน เนื่องจากโรงเรียนอยู่ไกลที่ประทับ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ครูจากโรงเรียนราชินีมาถวายพระอักษรที่พระตำหนัก เมื่อถึงเวลาสอบไล่จึงเสด็จไปสอบที่โรงเรียนราชินี ในระหว่างนี้ได้ทรงศึกษาวิชาภาษาอังกฤษเป็นพิเศษ ในเวลาต่อมาก็ได้ทรงศึกษาด้วยพระองค์เองจนทรงมีความรู้อย่างกว้างขวาง เมื่อหม่อมเจ้ารำไพพรรณีมีชันษา 11 ปี ได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯ ให้ทรงประกอบพิธีเกศากันต์ตามโบราณราชประเพณีพร้อมพระอนุชาและพระญาติอื่น ๆ พ.ศ. 2458 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ได้เสด็จนิวัติพระนคร ทรงเข้ารับราชการในตำแหน่งนายทหารคนสนิทพิเศษของพลเอก สมเด็จ พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนารถ กรมหลวงพิศณุโลกประชานารถ และเมื่อทรงว่างจากพระราชภารกิจก็เสด็จไปยังวังพญาไทเพื่อเข้าเฝ้าสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีเป็นเนื่องนิตย์ จึงได้ทรงรู้จักสนิทสนมคุ้นเคยกับพระประยูรญาติ รวมทั้งหม่อมเจ้ารำไพพรรณี สวัสดิวัตน์ ซึ่งพระองค์ต้องพระอัธยาศัยมากกว่าพระองค์อื่น หลังจากที่พระองค์ทรงผนวชครบไตรมาสและทรงลาสิกขา ได้กราบบังคมทูลขอพระบรมราชานุญาตที่จะเสกสมรสกับหม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ทรงรับเป็นพระราชธุระขอหม่อมเจ้ารำไพพรรณีต่อสมเด็จพระเจ้าบรมวงศเธอ กรมพระสวัสดิวัดนวิศิษฎ์แล้วทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ประกอบพิธีอภิเษกสมรสพระราชทาน ณ พระที่นั่งวโรภาษพิมาน พระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม พ.ศ. 2461 ภายหลังจากพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จสวรรคตในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2468 สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมขุนสุโขทัยธรรมราชา ได้เสด็จเถลิงถวัลย์สิริราชสมบัติสืบต่อมาเป็นรัชกาลที่ 7 ทรงพระนามว่าพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาประชาธิปก พระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวแล้ว ทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ สถาปนาหม่อมเจ้ารำไพพรรณี พระวรราชชายาขึ้นเป็นสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี
          สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ.2527 ด้วยพระหทัยวายโดยพระอาการสงบ ณ พระตำหนักวังศุโขทัย ขณะมีพระชนมพรรษา 79 พรรษา
ราชสดุดี
แม้จะทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจในพระฐานะพระมหากษัตริย์พระองค์ที่ 7 แห่ง พระราชวงศ์จักรีเพียงระยะเวลาอันสั้น ทั้งสองพระองค์ได้ทรงพยายามทรงงานพระราชทานแก่พสกนิกรของพระองค์ มีผลหยั่งรากลึกและแผ่ไพศาลอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเรื่องประชาธิปไตย ในมหามงคลศุภวาระในปีนี้ ผู้เขียนขอเชิญชวนท่านผู้อ่านที่รักประชาธิปไตยและสยามประเทศได้โปรดศึกษาพระราชประวัติและพระราชกรณียกิจในสองพระองค์อย่างละเอียดถี่ถ้วน ผู้เขียนมั่นใจว่าท่านจะเข้าใจและรักประชาธิปไตยมากขึ้น ขณะเดียวกันก็เชื่อว่าจะเพิ่มพูนความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์มากยิ่งขึ้นอีกด้วย

Untitled-5.jpg

สมเด็จฯ พระบรมราชชนกกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
จากหนังสือสมเด็จพระบรมราชชนกกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
หน้า ๑-๑๐

ความนำ
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา ทรงพระนิพนธ์เล่าไว้ในหนังสือเรื่อง
“แม่เล่าให้ฟัง” เกี่ยวกับพระราชกรณียกิจของสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม
พระบรมราชชนก ระหว่างปีพุทธศักราช ๒๔๖๖-๒๔๖๗ อันเป็นช่วงระยะเวลาที่
ประทับอยู่ในเมืองไทยชั่วคราวว่า

ระหว่างที่ประทับอยู่เมืองไทยครั้งนี้ ๒๐ เดือน ทูลกระหม่อมพ่อได้ทรงใช้เวลาเกี่ยวกับ
การศึกษาของนักเรียนนักศึกษามาก ได้ทรงมีส่วนในการจัดการเรียนการสอนในคณะ
อักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ และในคณะแพทยศาสตร์ ในระยะแรกทรงดำรงตำแหน่ง
มหาอำมาตย์ตรี อธิบดีกรมมหาวิทยาลัย กระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นงานที่ไม่โปรด
เพราะเป็นงานนั่งโต๊ะเลยต้องทรงหางานที่โปรดด้วย คือ ทรงเริ่มสอนกายวิภาคศาสตร์
ของสัตว์มีกระดูกสันหลัง (Vertebrate anatomy) ในวิชาชีววิทยา สำหรับนักเรียน
เตรียมแพทย์ ในเดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๖๗ ได้ทรง ดำรงตำแหน่งมหาอำมาตย์ตรี
ข้าหลวงสำเร็จการศึกษาทั่วไป กระทรวงศึกษาธิการแทนตำแหน่งเดิมซึ่งทำให้ได้ทรง
สามารถประทานคำแนะนำอย่างกว้างขวางขึ้น...

… การที่ทรงงานมากเช่นนี้ และการที่ต้องทรงต่อสู้ในหลายด้านทำให้พระวรกาย
ทรุดโทรมลงไปมาก ดังที่ ดร.เอลลิส เขียน “ การที่ต้องเจรจากับผู้ที่มีความเห็น
ขัดแย้งกันมากมายในเรื่อง ตึก บุคลากร การอำนวยการของโรงเรียน และโรงพยาบาล
และปัญหาพื้นฐานของมหาวิทยาลัยที่ยังแก้ไม่ตก มีอิทธิพลต่อสุขภาพของพระองค์
และเป็นที่เห็นได้ว่าไม่ทรงสบาย อันที่จริงก่อนจะเสด็จกลับเมืองไทย ในปี พ.ศ.๒๔๖๖
(ค.ศ.๑๙๒๓) นายแพทย์คนหนึ่งที่ยุโรปได้กราบทูลว่า จะทรงมีพระชนม์อีกไม่เกิน ๒
ปี (เป็นคำพูดที่ไม่พึงปรารถนาที่สุดสำหรับแพทย์ควรพูด และไม่สำหรับคนไข้เป็น
เมฆก้อนดำที่มาครอบชีวิตอยู่)” ต้นเดือนเมษายน พ.ศ.๒๔๖๘ ทรงรู้สึกว่าต้องให้
แพทย์บางคนที่กรุงเทพฯ ตรวจพระองค์ เมื่อนายแพทย์เหล่านั้นได้ถวายการตรวจแล้ว
ได้แนะนำให้เสด็จไปเสียจากอากาศร้อน และเสด็จไปทรงพักที่อเมริกาหรือยุโรปใน
อากาศที่เหมาะกับสภาพสุขภาพของพระองค์”

เมื่อได้อ่านพระนิพนธ์ข้างต้นแล้ว หลายท่านคงอยากรู้รายละเอียดต่อไป อีกว่าระหว่าง
ช่วงเวลายี่สิบเดือนที่ “ ทูลกระหม่อม” ทรงเป็นอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย และข้าหลวง
สำรวจการศึกทั่วไปนั้น ได้ทรงมีพระราชกรณียกิจหรือพระราชดำริอย่างไรบ้างเกี่ยวกับ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานในสังกัดของกรมมหาวิทยาลัย กระทรวง
ศึกษาธิการโดยตรง การศึกษาค้นคว้าในเรื่องนี้ เพื่อจะให้ได้แลเห็นภาพรวมที่ชัดเจน
คงจะต้องเกริ่นนำเสียก่อนในเบื้องต้นว่า อันที่จริงแล้วพระราชกรณียกิจของสมเด็จฯ
พระบรมราชชนกที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยนั้น มิได้จำกัด
อยู่แค่เฉพาะช่วงเวลายี่สิบเดือนที่ทรงรับตำแหน่งทั้งสองอยู่ในกรุงเทพฯ เท่านั้น
หากแต่ว่าได้ทรงติดตามและทรงแสวงหาหนทางช่วยเหลือการศึกษาของจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัยมาตั้งแต่ก่อนหน้านั้นแล้วด้วยซ้ำไป และแม้เมื่อทรงพ้นหน้าที่โดยตรงจาก
มหาวิทยาลัยไปแล้ว ก็ใช่ว่าจะทรงทอดพระธุระในเรื่องนี้โดยสิ้นเชิง หากแต่ยังได้ทรง
ติดตามและได้ทรงออกความคิดเห็นหลายเรื่องที่เป็นประโยชน์แก่กิจการของ
มหาวิทยาลัยสืบมาจนวันนี้

อนึ่งข้อเท็จจริงอีกเรื่องหนึ่งที่ควรระมัดระวังอย่างยิ่งคือ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
ในสมัยที่ “ทูลกระหม่อม” ยังดำรงพระชนม์อยู่นั้น ใช้ชื่อว่าเป็นมหาวิทยาลัยก็จริงอยู่
แต่ก็เป็นมหาวิทยาลัยที่เพิ่งจะเริ่มก่อตั้งอย่างล้มลุกคลุกคลาน ผู้บริหารมหาวิทยาลัย
ต้องเผชิญกับปัญหาความขาดแคลนทรัพยากรแทบทุกสิ่งทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นใน
ด้านอาคารสถานที่ บุคลากร เงินงบประมาณ ฯลฯ หากเรานำภาพของจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย ทุกวันนี้ไปวางเทียบกันแล้ว จะเห็นว่าแตกต่างกันมาก คณะวิชาใน
เวลานั้นก็มีอยู่แต่เพียงสองสามคณะ เช่น คณะอักษรศาสตร์และวิทยาศาสตร์ คณะ
รัฏฐประศาสนศาสตร์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ เป็นต้น และคณะ
แพทยศาสตร์ที่ว่านี้ ก็มีตั้งอยู่ที่ศิริราชพยาบาล นักเรียนที่เรียนเตรียมวิทยาศาสตร์
การแพทย์จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยที่ปทุมวันแล้วสองปี จึงจะ “ข้ามฟาก” ไป
เรียนวิชาแพทย์ต่อที่ศิริราชพยาบาล อันเป็นหน่วยงานหนึ่งของจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัย เช่นกัน

ลำดับต่อไปจะได้พยายามแสดงลำดับความเป็นมาของพระราชกรณียกิจในสมเด็จฯ
พระบรมราชชนก ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตามลำดับเวลาก่อน
หลัง พอเป็นสังเขปดังนี้
ก่อนปีพุทธศักราช ๒๔๖๖
แรกทีเดียวตั้งแต่ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงมหาราชนั้น สมเด็จฯ
พระบรมราชชนกทรงศึกษาวิชาการทางฝ่ายการทหารมาโดยตลอด ตามขนบนิยม
ในพระราชตระกูล ต่อมาภายหลังเมื่อทรงกลับมารับราชการทหารที่เมืองไทยแล้ว
ทรงอยู่ในที่ลำบากพระหฤทัย ด้วยพระอิสริยยศที่ทรงเป็นเจ้านายชั้นสูงไม่เอื้อให้ทรง
งานหลายอย่างที่ตั้งพระหฤทัยหวังได้ในที่สุด จึงทรงเปลี่ยนมาสนพระหฤทัยทางด้าน
การแพทย์และการสาธารณสุขแทน เพราะทรงเห็นว่าเมืองไทยของเรายังขาดแคลน
ความรู้และบุคลากรในด้านนี้อีกมาก ได้เคยทรงปรารภพระราชดำรินี้กับสมเด็จฯ
กรมพระยาดำรงราชานุภาพว่า

“หม่อมฉันอยากจะทูลเรื่องส่วนตัวหม่อมฉันให้อาว์กรมทรงทราบ
ตั้งแต่หม่อมฉันเกิดมาก เมื่อยังเปนเด็กไม่รู้ความก็ชอบแต่เล่นหัว
สนุกสนานไปตามประสาเด็ก ครั้นโตขึ้นพอมีความคิดก็รู้สึกสลดใจ
ว่าตั้งแต่หม่อมฉันเกิดมาเห็นแต่เสด็จแม่ทรงเปนทุกข์โศก ไม่มีอะไร
ที่จะทำให้ชื่นพระหฤทัยเสียเลย สงสารเสด็จแม่จึงคิดลูกผู้ชายของ
ท่านก็เหลืออยู่แต่หม่อมฉันคนเดียว ควรจะสนองพระคุณด้วยทำ
การงานอย่างใดอย่างหนึ่ง ให้เสด็จแม่ทรงยินดีด้วยเห็นลูกสามารถ
ทำความดีให้เปนคนเปนประโยชน์แก่บ้านเมืองได้ไม่เลี้ยงมาเสียเปล่า
เมื่อคิดต่อไปว่าจะทำอย่างไรดี หม่อมฉันคิดเห็นว่า ในทางราชการนั้น
ก็มีทูลกระหม่อมพระราชโอรสในสมเด็จพระศรีพัชรินทรอยู่หลายพระองค์
แล้ว ตัวหม่อมฉันจะทำราชการหรือไม่ทำก็ไม่ผิดกันเท่าใดนัก จึงคิดว่าการ
ช่วยชีวิตผู้คนพลเมืองเปนการสำคัญอย่างหนึ่งซึ่งหม่อมฉันอาจจะทำได้
โดยลำพัง เพราะทรัพย์สินส่วนตัวก็มีพอจะเลี้ยงชีวิตแล้ว จะสละเงินที่ได้รับ
พระราชทานในส่วนที่เปนเจ้าฟ้าเอามาใช้เปนทุนทำการตามความคิดให้
เปนประโยชน์แก่บ้านเมือง ด้วยเหตุดังทูลมานี้หม่อมฉันจึงไม่ทำราชการ”

ด้วยเหตุนี้ ตั้งแต่ก่อนปีพุทธศักราช พ.ศ.๒๔๖๖ อันเป็นปีที่ทรงรับหน้าที่อธิบดีกรม
มหาวิทยาลัย สมเด็จฯ พระบรมราชชนกก็ได้เริ่มทรงมีส่วนเกี่ยวข้องกับกิจการของ
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งกิจการของคณะแพทยศาสตร์ อันอยู่
ในเรื่องสาธารณสุขที่ทรงสนพระหฤทัยมาโดยลำดับ อาทิเช่น เริ่มตั้งแต่พุทธศักราช
๒๔๖๓ ทูลกระหม่อมก็ได้ทรงขออนุญาตจากมหาวิทยาลัยให้ รองอำมาตย์ตรีเฉลิม
พรมมาศ แพทย์ประจำศิริราชพยาบาลของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรับพระราชทาน
ทุนส่วนพระองค์และตามเสด็จไปศึกษาวิชาการแพทย์ที่สหรัฐอเมริกาหรืออีกเรื่องหนึ่ง
ที่มีความสำคัญเป็นที่ทราบกันอยู่ทั่วไปแล้วในเวลานี้ คือ ทรงเป็นสื่อกลางในการ
แสวงหาความร่วมมือระหว่างจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กับมูลนิธิร็อคกี้เฟลเลอร์
(Rockefeller) เพื่อขอความช่วยเหลือในเรื่องการจัดการการศึกษาวิชาแพทย์ในเมือง
ไทย ซึ่งเป็นผลให้ทางมูลนิธิได้เข้ามาช่วยเหลือมหาวิทยาลัยสืบเป็นเวลานานร่วมสิบปี
จนกระทั่งคณะแพทยศาสตร์ของเรามีความสามารถกล้าแข็ง พอที่จะยืนอยู่บนลำแข้ง
ของตัวเองได้

ทรงเป็นอธิบดีกรมมหาวิทยาลัย
ในตอนปลายรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๖ ปรากฏ
ผลว่าการที่ทูลกระหม่อมได้ทรงติดต่อเจรจากับมูลนิธิร้อคกี้เฟลเลอร์ ได้รับผลดียิ่ง
โดยมูลนิธิได้ตกลงจะให้ความช่วยเหลือทั้งด้านการก่อสร้างอาคารเรียน ช่วยออก
เงินเดือนของศาสตราจารย์ที่จะจ้างเข้ามาสอนจากต่างประเทศ รวมทั้งรับรองว่า
จะให้ทุนแก่ผู้ที่จะไปศึกษาต่อในวิชาชั้นสูงเพื่อเตรียมเป็นผู้สอนในมหาวิทยาลัย
ต่อไปในอนาคต เจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ อันเป็น
ต้นสังกัดของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและกรมมหาวิทยาลัยอยู่ในเวลานั้น ได้นำ
ความขึ้นกราบบังคมทูลพระกรุณาพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เมื่อ
วันที่ ๑๖ กรกฎาคม ๒๔๖๖ ว่า
“บัดนี้ สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์ พระราชทาน
ลายพระหัตถ์มาด้วยเรื่องเกี่ยวกับร้อคกี้เฟลเลอร์มูลนิธิ และทรงพระปรารภเรื่อง
ส่วนพระองค์ว่า แพทย์มีความเห็นว่าจะทรงเรียนอยู่ในแถบหนาวต่อไปอีกไม่ได้
ด้วยไม่ถูกกับอากาศหนาวจัด จึงมีพระประสงค์ที่จะทรงทราบว่า จะมีงานอะไรให้
ทรงที่กรุงเทพฯ หรือไม่ ถ้ามีงานให้ทรงก็จะเสด็จกลับข้าพระพุทธเจ้ามีความ
ปรารถนาอยู่แล้วที่จะขอให้พระองค์ท่านทรงงานของมหาวิทยาลัย เพราะฉะนั้น
ถ้าชอบด้วยกระแสพระราชดำริห์แล้ว ข้าพระพุทธเจ้าขอพระบารมีปกเกล้าฯ ได้ทรง
พระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จพระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้ากรมขุนสงขลานครินทร์
ดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยเสียทีเดียว...”

ประจวบกับในเวลาใกล้เคียงกัน คือ เมื่อวันที่ ๘ กรกฎาคม ศกเดียวกัน สมเด็จ
พระเจ้าน้องยาเธอ เจ้าฟ้าจุฑาธุชธราดิลก กรมขุนเพชรบูรณ์อินทราชัย สิ้นพระชนม์
พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว จึงทรงตัดสินพระราชหฤทัย มีพระโทรเลข
พระราชทานไปยังทูลกระหม่อม ซึ่งอยู่ ณ กรุงลอนดอนในเวลานั้น ณ วันที่ ๑๘
กรกฎาคม ๒๔๖๖ ความว่า

“Now that I have lost Chudadhuj. I feel more lonely than before, and I want
you to come back home as soon as you can. I have already arranged with
the Minister of Education for you to take up the post of Director General of
the University. And I Know that the Minister is delighted at the prospect of
having you in his department at you mother has just been to see me on a
visit of condolence, and she seemed very pleased when I told her of my
intention to ask you to come home and support me in my work. Please return
as soon as you can.”

เมื่อแรกที่ทรงได้รับพระราชโทรเลขนั้น ทูลกระหม่อมทรงพระวิตกอยู่มาก ทรงเกรงว่า
พระอนามัยจะไม่อำนวยให้ทรงทำการในหน้าที่อธิบดีกรมมหาวิทยาลัยไปได้โดยราบรื่น
ทันทีที่ทรงได้รับข่าวเรื่องนี้ รุ่งขึ้น ณ วันที่ ๑๙ กรกฎาคม ๒๔๖๖ ก็ทรงมีลายพระหัตถ์
หารือมายังเจ้าพระยาธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการโดยตรง แต่แล้ว
ในที่สุดหลังจากเจรจากันอยู่พักหนึ่ง ทูลกระหม่อมก็ทรงยอมรับหน้าที่อธิบดีกรม
มหาวิทยาลัย โดยเริ่มตำแหน่งตั้งแต่วันที่ ๑๑ ตุลาคม ๒๔๖๖ เป็นต้นไป ทรงได้รับ
พระยศเป็นมหาอำมาตย์ตรี รับพระราชทานเงินเดือนเดือนละ ๕๐๐ บาท อย่างอธิบดีใน
กระทรวงศึกษาธิการ

ทรงเป็นข้าหลวงสำรวจการศึกษาทั่วไป
สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ทรงเป็นอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยอยู่ราว ๘ เดือน เจ้าพระยา
ธรรมศักดิ์มนตรี เสนาบดีกระทรวงศึกษาธิการ ก็มีหนังสือถึงมหาเสวกเอก เจ้าพระยา
มหิธร ราชเลขาธิการ ขอให้นำความขึ้นกราบบังคมทูลเปลี่ยนหน้าที่ไปทรงเป็น
Inspector-General of Education แทนหน้าที่อธิบดีกรมมหาวิทยาลัย โดยกราบ
บังคมทูลพระกรุณาแสดงเหตุว่า
“...พระองค์ท่านได้ทรงปฏิบัติราชการมาเป็นอย่างดี มีประโยชน์แก่มหาวิทยาลัยมาก
แต่กิจการของมหาวิทยาลัย นอกจากส่วนราชการ ยังมีส่วนธุรการจุกจิกมาก ประจวบ
กับเวลาที่พระกำลังไม่ปกติ ก็เป็นการหนักเกินไป...”

เมื่อความทราบฝ่าละอองธุลีพระบาทแล้ว พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว
ได้ทรงมีพระราชหัตถเลขาพระราชทานพระบรมราชานุญาตเมื่อวันที่ ๑๒ มิถุนายน
พุทธศักราช ๒๔๖๗ และกระทรวงศึกษาธิการได้ออกประกาศเรื่องเดียวกันนี้ในเวลา
ต่อมาแต่ถึงกระนั้น ก็ใช่ว่าสมเด็จฯ พระบรมราชชนกจะทรงทิ้งงานจุฬาลงกรณ์
มหาวิทยาลัยโดยเด็ดขาด เพราะแม้ทรงเป็นข้าหลวงสำรวจการศึกษาทั่วไปแล้ว
ขณะเดียวกันก็ยังทรงเป็นอาจารย์ของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ทรงสอนวิชากาย
วิภาคศาสตร์ และประวัติศาสตร์ รวม ๒ วิชาอยู่ดังเดิม จนกระทั่งถึงคราวที่ต้องเสด็จ
ต่างประเทศเพื่อรักษาพระองค์ตามคำกราบบังคมทูลของแพทย์ ดังพระนิพนธ์ใน
สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ ที่อัญเชิญมาแสดงไว้ตอนต้น พระราชกรณียกิจโดยตรง
ในหน้าที่ที่ทรงเกี่ยวข้องกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยจึงเป็นอันยุติลง

ในรัชกาลที่ ๗ แม้จะทรงพ้นหน้าที่จากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และกระทรวง
ศึกษาธิการไปแล้วก็ตาม สมเด็จฯ พระบรมราชชนกก็ยังทรงสอดส่องติดตามดู
ความก้าวหน้าของมหาวิทยาลัยมาโดยลำดับ งานชิ้นสำคัญที่พระราชทานให้เป็น
มรดกแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยก็คือ บันทึกพระดำริในเรื่องการสำรวจการศึกษา
เพื่อประกอบพระบรมราโชบาย ในเรื่องการตั้งมหาวิทยาลัย และรายงานความเห็น
เรื่องโครงการมหาวิทยาลัย ซึ่งทรงตั้งหลักการให้มหาวิทยาลัยเป็นหน่วยงานอิสระขึ้น
ในพระองค์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวโดยตรง หรือขึ้นแก่คณะอภิรัฐมนตรีไม่สังกัด
อยู่ในกระทรวงธรรมการอย่างแต่ก่อน กับทั้งให้มีอิสระที่จะกำหนดนโยบายทั้งในทาง
วิชาการ การบริหาร หรือแม้แต่เรื่องการเงินของมหาวิทยาลัยได้ทรงจัดการเรื่อง
ทรัพย์สินของมหาวิทยาลัยเพื่อเป็นหนทางบำรุงการศึกษาขึ้น แต่ในครั้งกระนั้นหรือ
แม้แต่ในวาระที่สุดแห่งพระชนชีพ สมเด็จฯ พระบรมราชชนก ก็ยังได้ทรงพระกรุณา
พระราชทานเงินสองจำนวนแก่มหาวิทยาลัย จำนวนแรกสองแสนบาท สำหรับเป็นทุน
จูงใจให้มีผู้เลือกสอนวิชาวิทยาศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นอาชีพ และเพื่อ
ที่จะอุดหนุนให้ผู้ที่เป็นอาจารย์สอนวิชาวิทยาศาสตร์ หรือวิทยาศาสตร์การแพทย์ หรือ
นิสิตผู้ศึกษาวิชาดังกล่าวอยู่ได้มีโอกาสหาวิชาเพิ่มเติมให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น อันได้แก่
เงินทุนสมเด็จพระมหิตลาธิเบศรอดุลยเดชวิกรม พระบรมราชชนกของฝ่ายวิจัย
จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ในบัดนี้ และอีกจำนวนหนึ่งเป็นเงินห้าแสนบาท เพื่อบำรุง
วิชาแพทย์และพยาบาลโดยเฉพาะ โดยทรงมีพระราชพินัยกรรมผูกพันพระราชทาน
ต่อเนื่องเป็นเวลา ๒๕ ปี จนครบจำนวน    

พระมหากรุณาธิคุณ เรื่องราวที่กล่าวมาโดยสังเขปข้างต้น อันที่จริงแล้ว คงกล่าว
ได้ว่า เป็นแต่เพียงภาพโครงที่แสดงให้เห็นคร่าว ๆ ว่า สมเด็จฯ พระบรมราชชนก
ได้ทรงมีพระกรุณาธิคุณแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในสถานใด แต่ถ้าจะมองลึกลงไป
ในรายละเอียดแล้ว เห็นจะยังมีเรื่องที่จะต้องพูดกันอีกมาก และพระราชกรณียกิจ
และพระราดำริที่พระราชทานหรือทรงบำเพ็ญเป็นแบบอย่างไว้แก่มหาวิทยาลัยนั้น
มีอยู่มากมายหนักหนานัก หากจะเว้นไม่กล่าวถึงหน้าที่ที่ทรงเป็นผู้บริหารระดับสูง
ของมหาวิทยาลัยแล้ว พระคุณธรรม ข้อที่เห็นชัดที่สุดก็คือ ทรงเป็น “ครู” ของศิษย์
ทรงรับหน้าที่เป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชา มีชั่วโมงสอนสัปดาห์ละ ๑๐ ชั่วโมง ทรงดูแล
เอาพระหฤทัยใส่กับความรู้สึกนึกคิดของนิสิตมหาวิทยาลัย บางคราวเมื่อนิสิตทำผิด
พลั้ง ก็ทรงพระเมตตาอุดหนุนรับประกันให้ “นักเรียนมหาวิทยาลัย” ได้ผ่อนโทษ
วิชาประวัติศาสตร์ที่ทรงรับผิดชอบนั้น เพื่อให้นักเรียนเกิดความสนใจติดตามการเรียน
การสอนก็ได้ทรงพระอุตสาหะเชิญวิทยากรผู้ทรงความรู้จากภายนอก ผลัดเปลี่ยนกัน
มาบรรยายพิเศษ อาทิเช่น ทูลเชิญเสด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพมาทรงบรรยาย
ประวัติศาสตร์ชาติไทย เป็นต้น ศาสตราจารย์ นายแพทย์ สุด แสงวิเชียร ยังได้เคย
เล่าว่า ได้มีโอกาสนั่งฟังการบรรยายพิเศษเช่นนี้ และชักนำให้เกิดความสนใจในวิชาก่อน
ประวัติศาสตร์ในเวลาต่อมา เป็นต้น พระกรุณาธิคุณอันเป็นที่ล้นที่พ้นเหล่านี้ ย่อมเป็น
สิริมงคลยิ่งนักแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและชาวจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทุกผู้ทุกนาม

 กรมพระยาดำรง3.jpg

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ
[ สวัสดิ์ จงกล ]

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นพระโอรสในพระบาท สมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดาชุ่ม ประสูติ ณ พระบรมมหาราชวัง เมื่อ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2405 พระนามเดิม พระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร ทรงเริ่มเรียนหนังสือไทยชั้นต้นจากสำนักคุณแสงและคุณปาน ราชนิกุลในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาบาลีในสำนักพระปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และหลวงธรรมานุวัติจำนง (จุ้ย) ทรงศึกษาภาษาอังกฤษกับนาย Francis george Patterson ในโรงเรียนราชกุมาร ทรงสำเร็จการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยทหารบก

ทรงเริ่มรับราชการเป็นนายร้อยตรีทหารมหาดเล็ก จนถึงพระยศนายพลตรี ตำแหน่ง ผู้บัญชาการทหารบก ใน พ.ศ.2432 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายจากงานฝ่ายทหารไปปฏิบัติงานฝ่ายพลเรือน ทรงเป็นผู้กำกับงานกรมธรรมการ ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนขึ้นเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการ (มีฐานะเทียบเท่าเสนาบดี) เมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงเริ่มปฏิรูประบบบริหารราชการแผ่นดินใน พ.ศ.2435 จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ย้ายไปดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงมุรธาธรและนายกหอสมุดสำหรับพระนคร ในรัชกาลพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ทรงดำรงตำแหน่งอภิรัฐมนตรีและนายกราชบัณฑิตยสถาน หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองเมื่อ 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 ได้กราบถวายบังคมลาออกจากราชการทุกตำแหน่งแล้วเสด็จไปประทับที่ปีนัง ในวาระสุดท้ายได้เสด็จทิวงคตด้วยพระโรคหทัยที่วังวรดิศ เมื่อ 1 ธันวาคม พ.ศ.2486

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นเจ้านายพระองค์แรกและพระองค์เดียวที่ทรงเกี่ยวข้องกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยตั้งแต่เริ่มแรกเมื่อพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้ตั้งสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน แล้วโปรดเกล้าฯ ให้เปลี่ยนชื่อเป็นโรงเรียนมหาดเล็ก สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นผู้อำนวยการสำนักพระองค์แรก ต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นประธานคณะกรรมการอำนวยการสำนักโรงเรียนพระองค์แรก เมื่อพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กเป็นสถาบันอุดมศึกษาพระราชทานนามว่าโรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และต่อมาได้โปรดเกล้าฯ ให้ประดิษฐานโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ขึ้นเป็นจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้พระยาอนุกิจวิธูร (สันทัด เทพหัสดิน ณ อยุธยา) เป็นผู้บัญชาการโรงเรียน/มหาวิทยาลัย ก็ได้โปรดเกล้าฯ ให้สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นนายกสภาจัดการ (สภามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน) โรงเรียน/มหาวิทยาลัย

นับเป็นเวลา 33 ปี ที่สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นผู้บังคับบัญชาสูงสุดของบรรพสถาบันของจุฬาฯ และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวอีกนัยหนึ่งทรงเป็นพระองค์แรกและพระองค์เดียวที่ทรงงานตั้งแต่ยังไม่มีอะไรเลยจนเป็นสำนัก โรงเรียน และมหาวิทยาลัย ทรงสนับสนุนการปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาตั้งแต่ระดับประกาศนียบัตรจนถึงปริญญาบัตร ทรงมีส่วนสำคัญ ในการปรับปรุงระบบบริหารและงานวิชาการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยทั้งในส่วนที่ร่วมมือกับมูลนิธิ Rockefeller และคณะกรรมการดำริรูปการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยรำลึกพระคุณ ผู้เกื้อหนุนจุฬาฯ :เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล)

เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2410 ที่วังท่าพระ (มหาวิทยาลัยศิลปากรในปัจจุบัน)เป็นโอรสองค์ใหญ่ในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบำราบปรปักษ์และหม่อมเปี่ยมเนื่องจากกำพร้ามารดามาตั้งแต่เล็ก ๆพระบิดาทรงพระเมตตาเลี้ยงไว้ใกล้ชิดและได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงตัดจุกในพิธีหลวงนับเป็นครั้งแรกที่มีการตัดจุกหม่อมราชวงศ์ในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง
 

เจ้าพระยาพระเสด็จฯ ได้รับการศึกษาในวัยเยาว์จากสำนัก ม.จ.หญิงปุกได้เรียนอักษรสมัยพออ่านออกเขียนได้ พระบิดาจึงให้ฝึกหัดการช่างศิลปหัตถกรรมจนอายุ16 ปี เมื่อตั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบจึงเข้าเรียนและสามารถจบประโยค 1 และประโยค 2 ได้ภายในปีเดียวแทนที่จะเป็น 4 ปีอย่างปกติทำให้ได้รับพระราชทานรางวัลพิเศษในการไล่หนังสือเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วยังศึกษาภาษาอังกฤษและวิชาใหม่อยู่เสมอนอกจากนี้เมื่ออุปสมบทยังสอบไล่วิชานักธรรมจนได้รางวัลรวมเป็นชั้นเอกพิเศษ

หลังสำเร็จการศึกษาได้เข้ารับราชการในการศึกษาธิการเมื่อ พ.ศ.2429 เป็นเสมียนเบื้องต้นแลเจริญก้าวหน้าในราชการเป็นนายเวรพิเศษขององค์เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ต่อมาสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงขอให้ย้ายไปเป็นเลขานุการของพระองค์ท่านที่กระทรวงมหาดไทยเมื่อพ.ศ. 2435 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นปลัดกรมกองทะเบียน ในปี พ.ศ.2436 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นพระอภิบาลสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราวุธซึ่งเสด็จไปศึกษาวิชาที่ประเทศอังกฤษต่อมาได้ทำหน้าที่เลขานุการสถานทูตสยาม ณ กรุงลอนดอนและเลื่อนขึ้นเป็นอุปทูตและอัครทูตพิเศษประจำราชสำนักอังกฤษ ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยมและสหรัฐอเมริกา

ใน พ.ศ.2442 กลับมารับราชการในประเทศไทยในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนแทนสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ใน พ.ศ.2445 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการและปลัดทูลฉลองกระทรวงธรรมการพร้อมกันทั้งสองตำแหน่ง ใน พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ จนถึง พ.ศ.2458 จึงกราบบังคมทูลลาออกจากราชการเพราะสุขภาพไม่ดี และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2459

เจ้าพระยาพระเสด็จฯ เป็นผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับจุฬาฯตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน เป็นผู้ที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงรู้จักอย่างดีและกราบทูลเสนอสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงว่าควรเป็นผู้อำนวยการสถาบันนี้ต่อจากพระองค์ท่านซึ่งมีพระภาระมากขึ้นทุกวันเจ้าพระยาพระเสด็จฯ เป็นผู้ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงและสมเด็จพระศรีพัชรินทรฯพระพันปีหลวงทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเมื่อไปเป็นอธิการบดีกรมศึกษาธิการและปลัดกระทรวงธรรมการก็ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาของโรงเรียนมหาดเล็กซึ่งมีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นประธานคณะกรรมการเมื่อเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการก็เป็นเวลาที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯและอยู่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ในฐานะเสนาบดีกระทรวงธรรมการก็เป็นกรรมการสภาจัดการ(สภามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน) ของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ซึ่งสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นนายกสภาจัดการกล่าวได้ว่าตลอดชีวิตราชการในกระทรวงศึกษาธิการเป็น เวลา 16 ปีเศษเจ้าพระยาพระเสด็จฯ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับจุฬาฯ โดยตรงแต่ต่างหน้าที่โดยตลอด

เนื่องจากเป็นผู้อุทิศความรู้ความสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งรับผิดชอบและทำด้วยใจรักเมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนและโรงเรียนมหาดเล็กได้อบรมนักเรียนให้มีความรู้ความสามารถ คุณภาพ จริยภาพ ความอดทน เข้มแข็งความซื่อสัตย์สุจริต และความจงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประจักษ์พยานในเรื่องนี้ปรากฏในคำสั่งและการอบรมนักเรียนซึ่งมีในเอกสารของโรงเรียนเมื่อเป็นปลัดทูลฉลอง (ปลัดกระทรวงในปัจจุบัน)ก็เสียสละเวลาไปสอนและอบรมนิสิตแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์ในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมด้วยตนเอง ต่อมาได้เขียนหนังสือ จรรยาแพทย์ประกอบการสอนอีกด้วยยิ่งกว่านั้นยังมีจิตเมตตาต่อคณาจารย์และนิสิตแพทย์อย่างยิ่งดังที่นิสิตแพทย์ยกย่องท่านเสมือนผู้ปกครองคนหนึ่งทั้งนี้เพราะท่านอุตส่าห์ไปเยี่ยมเยียนดูแลทุกข์สุขอยู่เสมอแม้เวลาค่ำคืนก็ลงเรือแวะไปที่โรงพยาบาลเพื่อดูแลความสะดวกเรียบร้อยพร้อมกับมีของขบเคี้ยวไปแจกคณาจารย์ นิสิตและนักเรียนพยาบาลแม้จะจัดงานสำคัญในบ้านของท่านก็ให้นิสิตแพทย์ไปร่วมงานเพื่อเปิดหูเปิดตาให้ได้เห็นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามได้เอาใจใส่ในการถ่ายทอดความรู้ของคณาจารย์จนถึงกับเขียนคู่มือการจัดการเรียนการสอนเรียก กฎว่าด้วยการสอนวิชาต่อมาได้แจกคู่มือนี้ให้แก่ครูในกรมอื่นของกระทรวงศึกษาธิการอีกด้วย

เนื่องจากเจ้าพระยาพระเสด็จฯได้รับพระราชทานมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้จากสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้รับพระเมตตาจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพอย่างดีเลิศ เจ้าพระยาพระเสด็จฯจึงเป็นข้าราชการระดับสูงผู้เดียวที่ทราบพระราชปรารถนาในพระผู้พระราชทานกำเนิดจุฬาฯพระบรมราโชบายในสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าและพระราชดำริและความสนพระทัยอย่างสูงยิ่งของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพตลอดเวลาที่รับราชการเจ้าพระยาพระเสด็จฯ ได้ตริตรอง ริเริ่ม ตลอดจนหาทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่จุฬาฯ ประสบและทุ่มเทสติปัญญาทั้งปวงพัฒนาจุฬาฯให้เป็นมหาวิทยาลัยในพระราชปรารถนาซึ่งพระมหากษัตราธิราชเจ้าทั้งสองพระองค์ให้สำเร็จให้ได้แต่น่าเสียดายที่รัตนบุรุษผู้รักจุฬาฯ อย่างยิ่งมาด่วนถึงแกอสัญกรรมด้วยวัยเพียง 49 ปีเท่านั้น

นี่คือผู้มีพระคุณและเกื้อหนุนจุฬาฯคนที่สองที่ชาวจุฬาฯจะจารึกความดีของท่านไว้ตลอดกาล

 

รูปภาพ3.png

 

เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล)

เจ้าพระยาพระเสด็จสุเรนทราธิบดี (ม.ร.ว.เปีย มาลากุล) เกิดเมื่อวันที่ 16 เมษายน พ.ศ.2410 ที่วังท่าพระ (มหาวิทยาลัยศิลปากรในปัจจุบัน)เป็นโอรสองค์ใหญ่ในพระวรวงศ์เธอ กรมหมื่นบำราบปรปักษ์และหม่อมเปี่ยมเนื่องจากกำพร้ามารดามาตั้งแต่เล็ก ๆพระบิดาทรงพระเมตตาเลี้ยงไว้ใกล้ชิดและได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวเสด็จพระราชดำเนินมาทรงตัดจุกในพิธีหลวงนับเป็นครั้งแรกที่มีการตัดจุกหม่อมราชวงศ์ในรัชสมัยสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง

เจ้าพระยาพระเสด็จฯ ได้รับการศึกษาในวัยเยาว์จากสำนัก ม.จ.หญิงปุกได้เรียนอักษรสมัยพออ่านออกเขียนได้ พระบิดาจึงให้ฝึกหัดการช่างศิลปหัตถกรรมจนอายุ16 ปี เมื่อตั้งโรงเรียนพระตำหนักสวนกุหลาบจึงเข้าเรียนและสามารถจบประโยค 1 และประโยค 2 ได้ภายในปีเดียวแทนที่จะเป็น 4 ปีอย่างปกติทำให้ได้รับพระราชทานรางวัลพิเศษในการไล่หนังสือเมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วยังศึกษาภาษาอังกฤษและวิชาใหม่อยู่เสมอนอกจากนี้เมื่ออุปสมบทยังสอบไล่วิชานักธรรมจนได้รางวัลรวมเป็นชั้นเอกพิเศษ

หลังสำเร็จการศึกษาได้เข้ารับราชการในการศึกษาธิการเมื่อ พ.ศ.2429 เป็นเสมียนเบื้องต้นแลเจริญก้าวหน้าในราชการเป็นนายเวรพิเศษขององค์เสนาบดีกระทรวงธรรมการ ต่อมาสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพได้ทรงขอให้ย้ายไปเป็นเลขานุการของพระองค์ท่านที่กระทรวงมหาดไทยเมื่อพ.ศ. 2435 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นปลัดกรมกองทะเบียน ในปี พ.ศ.2436 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เป็นพระอภิบาลสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอเจ้าฟ้าวชิราวุธซึ่งเสด็จไปศึกษาวิชาที่ประเทศอังกฤษต่อมาได้ทำหน้าที่เลขานุการสถานทูตสยาม ณ กรุงลอนดอนและเลื่อนขึ้นเป็นอุปทูตและอัครทูตพิเศษประจำราชสำนักอังกฤษ ฮอลแลนด์ เบลเยี่ยมและสหรัฐอเมริกา

ใน พ.ศ.2442 กลับมารับราชการในประเทศไทยในตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนแทนสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพ ใน พ.ศ.2445 ได้เลื่อนตำแหน่งเป็นอธิบดีกรมศึกษาธิการและปลัดทูลฉลองกระทรวงธรรมการพร้อมกันทั้งสองตำแหน่ง ใน พ.ศ. 2454 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งเสนาบดีกระทรวงธรรมการ จนถึง พ.ศ.2458 จึงกราบบังคมทูลลาออกจากราชการเพราะสุขภาพไม่ดี และถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2459

เจ้าพระยาพระเสด็จฯ เป็นผู้หนึ่งซึ่งมีส่วนเกี่ยวข้องกับจุฬาฯตั้งแต่เมื่อครั้งยังเป็นสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือน เป็นผู้ที่สมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงรู้จักอย่างดีและกราบทูลเสนอสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงว่าควรเป็นผู้อำนวยการสถาบันนี้ต่อจากพระองค์ท่านซึ่งมีพระภาระมากขึ้นทุกวันเจ้าพระยาพระเสด็จฯ เป็นผู้ซึ่งสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงและสมเด็จพระศรีพัชรินทรฯพระพันปีหลวงทรงไว้วางพระราชหฤทัยมาก จึงทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวเมื่อไปเป็นอธิการบดีกรมศึกษาธิการและปลัดกระทรวงธรรมการก็ยังเป็นกรรมการที่ปรึกษาของโรงเรียนมหาดเล็กซึ่งมีสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นประธานคณะกรรมการเมื่อเป็นเสนาบดีกระทรวงธรรมการก็เป็นเวลาที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวโปรดเกล้าฯให้สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กขึ้นเป็นโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯและอยู่ในสังกัดกระทรวงธรรมการ ในฐานะเสนาบดีกระทรวงธรรมการก็เป็นกรรมการสภาจัดการ(สภามหาวิทยาลัยในปัจจุบัน) ของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ ซึ่งสมเด็จฯกรมพระยาดำรงราชานุภาพทรงเป็นนายกสภาจัดการกล่าวได้ว่าตลอดชีวิตราชการในกระทรวงศึกษาธิการเป็น เวลา 16 ปีเศษเจ้าพระยาพระเสด็จฯ มีหน้าที่เกี่ยวข้องกับจุฬาฯ โดยตรงแต่ต่างหน้าที่โดยตลอด

เนื่องจากเป็นผู้อุทิศความรู้ความสามารถปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็งรับผิดชอบและทำด้วยใจรักเมื่อครั้งเป็นผู้อำนวยการสำนักฝึกหัดวิชาข้าราชการฝ่ายพลเรือนและโรงเรียนมหาดเล็กได้อบรมนักเรียนให้มีความรู้ความสามารถ คุณภาพ จริยภาพ ความอดทน เข้มแข็งความซื่อสัตย์สุจริต และความจงรักภักดีในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวประจักษ์พยานในเรื่องนี้ปรากฏในคำสั่งและการอบรมนักเรียนซึ่งมีในเอกสารของโรงเรียนเมื่อเป็นปลัดทูลฉลอง (ปลัดกระทรวงในปัจจุบัน)ก็เสียสละเวลาไปสอนและอบรมนิสิตแพทย์ที่คณะแพทยศาสตร์ในเรื่องคุณธรรมจริยธรรมด้วยตนเอง ต่อมาได้เขียนหนังสือ จรรยาแพทย์ประกอบการสอนอีกด้วยยิ่งกว่านั้นยังมีจิตเมตตาต่อคณาจารย์และนิสิตแพทย์อย่างยิ่งดังที่นิสิตแพทย์ยกย่องท่านเสมือนผู้ปกครองคนหนึ่งทั้งนี้เพราะท่านอุตส่าห์ไปเยี่ยมเยียนดูแลทุกข์สุขอยู่เสมอแม้เวลาค่ำคืนก็ลงเรือแวะไปที่โรงพยาบาลเพื่อดูแลความสะดวกเรียบร้อยพร้อมกับมีของขบเคี้ยวไปแจกคณาจารย์ นิสิตและนักเรียนพยาบาลแม้จะจัดงานสำคัญในบ้านของท่านก็ให้นิสิตแพทย์ไปร่วมงานเพื่อเปิดหูเปิดตาให้ได้เห็นขนบธรรมเนียมประเพณีอันดีงามได้เอาใจใส่ในการถ่ายทอดความรู้ของคณาจารย์จนถึงกับเขียนคู่มือการจัดการเรียนการสอนเรียก กฎว่าด้วยการสอนวิชาต่อมาได้แจกคู่มือนี้ให้แก่ครูในกรมอื่นของกระทรวงศึกษาธิการอีกด้วย

เนื่องจากเจ้าพระยาพระเสด็จฯได้รับพระราชทานมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้จากสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวงได้รับพระเมตตาจากสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพอย่างดีเลิศ เจ้าพระยาพระเสด็จฯจึงเป็นข้าราชการระดับสูงผู้เดียวที่ทราบพระราชปรารถนาในพระผู้พระราชทานกำเนิดจุฬาฯพระบรมราโชบายในสมเด็จพระมหาธีรราชเจ้าและพระราชดำริและความสนพระทัยอย่างสูงยิ่งของสมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพตลอดเวลาที่รับราชการเจ้าพระยาพระเสด็จฯ ได้ตริตรอง ริเริ่ม ตลอดจนหาทางแก้ไขปัญหาอุปสรรคทั้งหลายที่จุฬาฯ ประสบและทุ่มเทสติปัญญาทั้งปวงพัฒนาจุฬาฯให้เป็นมหาวิทยาลัยในพระราชปรารถนาซึ่งพระมหากษัตราธิราชเจ้าทั้งสองพระองค์ให้สำเร็จให้ได้แต่น่าเสียดายที่รัตนบุรุษผู้รักจุฬาฯ อย่างยิ่งมาด่วนถึงแกอสัญกรรมด้วยวัยเพียง 49 ปีเท่านั้น

นี่คือผู้มีพระคุณและเกื้อหนุนจุฬาฯคนที่สองที่ชาวจุฬาฯจะจารึกความดีของท่านไว้ตลอดกาล

 

รูปภาพ4.png

 สมเด็จฯกรมพระยาชัยนาทนเรนทร

 

สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทร พระนามเดิมสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอพระองค์เจ้ารังสิตประยูรศักดิ์ทรงเป็นพระราชโอรสในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวและเจ้าจอมมารดา ม.ร.ว.เนื่อง (สนิทวงศ์) ประสูติเมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ.2428 ทรงศึกษาอักษรสมัยเบื้องต้นในโรงเรียนราชกุมารในพระบรมมหาราชวังหลังโสกันต์แล้วสมเด็จพระบรมชนกนาถได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เสด็จพระราชดำเนินไปทรงศึกษาที่เยอรมันนี ทรงออกเดินทางเมื่อวันที่ 22 สิงหาคมพ.ศ. 2442 ทรงศึกษาวิชาสามัญที่เมืองฮัลเบอร์ตัน แล้วเสด็จเข้าศึกษา ณมหาวิทยาลัยไฮเดลเบอร์กเพื่อทรงศึกษาวิชากฎหมายตามพระราชประสงค์ในสมเด็จพระบรมราชชนกในส่วนพระองค์แล้วทรงสนพระทัยในวิชาแพทย์ ไม่โปรดวิชากฎหมายแต่ทรงเห็นว่าเวลาล่วงไปมากและจะต้องใช้เวลาอีกนานจึงจะสำเร็จวิชาแพทยศาสตร์จึงได้กราบบังคมทูลสมเด็จพระบรมราชชนกเพื่อขอเปลี่ยนเป็นการศึกษาวิชาครุศาสตร์(pedagogy) อย่างไรก็ตามระหว่างทรงศึกษาวิชาครุศาสตร์ได้ทรงศึกษาวิชาแพทยศาสตร์บางรายวิชาตามที่สนพระทัยอีกด้วย

เมื่อสำเร็จการศึกษาแล้วได้เสด็จกลับถึงเมืองไทยเมื่อเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2456 พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวได้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้รับราชการในกระทรวง ธรรมการในตำแหน่งผู้ช่วยปลัดทูลฉลอง(รองปลัดกระทรวงในปัจจุบัน) สมเด็จฯกรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงเกี่ยวข้องกับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยการทรงรับภาระเป็นผู้ตรวจการพิเศษดูแลกิจการของโรงเรียนราชแพทยาลัยซึ่งเป็นคณะหนึ่งของโรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯตั้งแต่ทรงเริ่มรับราชการ ต่อมาได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯให้ทรงเป็นผู้บัญชาการโรงเรียนราชแพทยาลัยอันนับว่าเป็นส่วนหนึ่งของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยโดยตรงเป็นครั้งแรกได้ทรงปรับปรุงแพทยศาสตร์ศึกษา วิชาการพยาบาล เภสัชศาสตร์ให้ทันสมัยตามกำลังงบประมาณ อุปสรรคสำคัญนอกจากนั้นยังความขาดแคลนอาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิจึงทรงสอนนิสิตแพทย์ด้วยพระองค์เองคือทรงสอนภาษา ละติน ทรงชักชวนผู้ทรงคุณวุฒิทั้งชาวไทยและชาวต่างประเทศมาช่วยสอนนิสิตเพื่อแก้ไขปัญหาด้านอาคารเรียนซึ่งทั้งชำรุดทรุดโทรมและไม่เพียงพอด้วยการทรงของให้ผู้มีฐานะดีช่วยบริจาคเงินก่อสร้างอาคารสถานที่ทั้งของโรงพยาบาลและโรงเรียนแพทย์ได้ทรงติดต่อผู้แทนมูลนิธิ Rockefeller ให้ช่วยเหลือการจัดการเรียนการสอนวิชาแพทยศาสตร์หลังจากทรงเริ่มงานแล้วได้ทรงขอให้สมเด็จพระมหิตลาธิเบศรฯทรงรับผิดชอบในการขอความร่วมมือกับมูลนิธิดังกล่าวจนเป็นที่สำเร็จอย่างมากดังเป็นที่ทราบกัน

ในวันที่ 26 มีนาคม พ.ศ.2457 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้ทรงดำรงตำแหน่งอธิบดีกรมมหาวิทยาลัยนับว่าทรงเป็นผู้บังคับบัญชาโดยตรงของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยในพระฐานะนี้ได้ทรงปรับปรุงกิจการของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอย่างมากมายมีอาทิ ทรงปรับปรุงมาตรฐานการศึกษาในวิชาวิศวกรรมศาสตร์ รัฎฐประศาสนศาสตร์การฝึกหัดครู และการเกษตร หากไม่มีการแทรกแซงทางการเมือง การสอนวิชาเกษตรศาสตร์คงจะมีขึ้นในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ตามพระราชดำริขององค์อธิบดีกรมมหาวิทยาลัย

เรื่องที่ชาวจุฬาฯ น่าจะรำลึกถึงพระกรุณาธิคุณของสมเด็จฯกรมพระยาชัยนารทนเรนทรนั้นมีอยู่หลายประการ ในที่นี้ขอเสนอข้อมูล 3 เรื่องที่น่าสนใจมาก เรื่องแรกคือทรงมีพระดำริว่าอาคารเรียนทั้งหลายน่าจะอยู่ใกล้กันทางฝั่งซ้ายของถนนพญาไทเป็นสำคัญเพราะมีวังวินด์เซอร์เป็น อาคารหลักอาคารเรียนควรจัดเป็นกลุ่มสาขาวิชาสำคัญทางด้านวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ลักษณะที่ตั้งของจุฬาฯ ให้ยึดเอาถนนพระราม 1 เป็นด้านหน้าการขยายอาคารมาทางฝั่งขวาถนนพญาไทควรทำในเวลาต่อมาบริเวณที่เป็นสยามสแควร์ในปัจจุบันเป็นไร่ฝึกวิชาเกษตรเพราะได้มีไร่ทดลองของกรมกสิกรรมอยู่เดิมแล้วในการสร้างตึกบัญชาการ (ตึกอักษรศาสตร์ 1) นั้นสมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงเห็นว่าไม่ควรสร้างติดทางสนามม้า และควรสร้างแบบง่าย ๆ ไม่ต้องเป็นทรงไทยเดิมนับว่าพระดำริของพระองค์ท่านมีลักษณะเรียบง่าย ประหยัด มีประสิทธิภาพ ประสิทธิผล

เรื่องที่สอง คือ ทรงตั้งพระทัยจะเน้นการฝึก esprit de corp ในหมู่นิสิตคำนี้คือต้นเค้าหนึ่งในห้าของคำขวัญทั้งห้าของจุฬาฯ นั่นคือ spirit ทรงเห็นว่าอาคารเรียนที่ควรสร้างให้อยู่เป็นกลุ่มสาขาวิชาและสะดวกที่นิสิตคณะต่าง ๆจะเรียนวิชาต่าง ๆ ข้ามคณะได้สะดวก ที่สำคัญคือเป็นฐานสำคัญของการฝึกน้ำใจหรือspirit และสามัคคี (unity) ของนิสิตได้เป็นอย่างดี

เรื่องที่สามนับว่าสำคัญที่สุดคือทรงได้รับเกียรติและความไว้วางพระราชหฤทัยจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวให้ทรงดำรงตำแหน่งประธานคณะกรรมการดำริรูปการจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเมื่อพ.ศ.2474 คณะกรรมการชุดนี้มีกรรมการรวม 5 ท่านหรือเรียกกันอย่างไม่เป็นทางการในวงจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยว่า The Committee of Big Five การทำงานของคณะกรรมการชุดนี้กล่าวได้ว่าเป็นการปฏิรูปการบริหารจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยอันมีผลสืบเนื่องมาจนถึงปัจจุบันก็ยังดำเนินการตามนโยบายและหลักการของคณะกรรมการชุดนี้ยังไม่หมด

สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงมีพระโรครบกวนพระพลานามัยคือ โรคหืดเมื่อทรงลำบากอย่างแสนสาหัสจากการกลั่นแกล้งทางการเมืองด้วยการจับพระองค์ท่านในข้อหากบฏถอดพระอิสริยยศ พระอิสริยศักดิ์ ทรงถูกศาลพิเศษพิพากษาตัดสินประหารชีวิตแต่ให้คุมขังพระองค์อยู่ที่เรือนจำบางขวาง 5 ปี 7 เดือน 28 วันทุกขเวทนาทั้งพระทัยและพระวรกายมีผลทำให้พระพลานามัยทรุดโทรมอย่างยิ่งแม้กระนั้นก็ยังประทานพระกรุณาแก่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเฉพาะคณะแพทยศาสตร์(แม้จะแยกมหาวิทยาลัยแล้วก็ตาม) อย่างสม่ำเสมอต่อมาได้สิ้นพระชนม์ด้วยโรคพระหทัยวายเมื่อวันที่ 7 มีนาคม พ.ศ.2494

พระปัญญา พระวิริยะ พระอุตสาหะ น้ำพระทัยที่ประทานให้จุฬาฯสถาบันซึ่งสมเด็จพระบรมราชชนกของพระองค์พระราชทานให้แก่พสกนิกรชาวไทยมีโอกาสเล่าเรียนอย่างสม่ำเสมอทั่วหน้ากันนั้นเป็นสิ่งที่สมเด็จฯ กรมพระยาชัยนาทนเรนทรทรงทุ่มเททรงงานให้อย่างเต็มที่ตลอดพระชนม์ชีพของพระองค์สมควรอย่างยิ่งที่ชาวจุฬาฯจะรำลึกในพระคุณของพระองค์ท่านตลอดไป

 
 
 

ประวัติความเป็นมา


บริการ


ข้อมูลอื่น ๆ

ประวัติจุฬาฯ


ข้อมูลจุฬาฯ ที่น่าสนใจ